[Fic] จอมโจร จอมใจ ตอนที่ 17
posted on 25 Jan 2011 22:09 by kjunjang in Longficตอนที่ 17
“แอบไปแบบนี้คุณนมจะไม่ว่าเอาหรอกหรือยูชอน”ร่างเล็กในอ้อมกอดสามีเอ่ยถามเมื่อถูกยูชอนรวบตัวมาไว้ในอ้อมแขนแล้วพาโดดขึ้นกำแพงของจวนเพื่อหลบออกไปหาอะไรกินในช่วงพลบค่ำที่ฟ้ามืดลงแล้ว
“ก็อย่าให้คุณนมรู้สิ เรารีบกลับเข้ามาก่อนที่ใครจะจับได้ก็พอแล้ว” จมูกโด่งกดลงบนแก้มนุ่มของคนช่างซัก ก่อนจะยอมปล่อยร่างเล็กออกจากอ้อมแขนแล้วจับจูงมือเล็กแทน หลังจากกินภรรยาตัวเล็กไปจนอิ่มหนำตั้งแต่บ่ายจนเย็นย่ำ ก็จับร่างเล็กที่อ่อนระทวยไปทั้งตัวอาบน้ำผลัดชุดใหม่ที่ซื้อมาให้แล้วแอบหลบสายตาคนในจวนพาโดดกำแพงด้านลับตาคนออกมาข้างนอกเพื่อหาอะไรกินหลังจากเสียพลังงานไปมากเมื่อช่วงบ่าย
“เมื่อตอนกลางวันเห็นคนในตลาดบอกว่าวันนี้จะมีงานปล่อยโคมลอยขึ้นฟ้า ข้าเลยกะว่าจะพาเจ้ามาเที่ยวชมเสียหน่อย” เสียงทุ้มเอ่ยเล่าให้คนตัวเล็กที่เดินกุมมือเคียงข้างกันฟัง
“จริงหรือ ข้าไม่เคยไปเที่ยวงานแบบนี้เลย ทุกปีเวลานี้จะเป็นช่วงที่คนออกบ้านไปเที่ยวชมงานกันหมด เป็นโอกาสดีที่จะปีนบ้านคน ท่านพี่แจจุงกับข้าเลยไม่ได้ไปเที่ยวเลย” เสียงเล็กเอ่ยเล่าอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายล้อแสงไฟที่ถูกประดับไว้สองข้างทาง คอยชี้ชวนให้คนรักดูโน่นนี่ไปจนตลอดทาง
“ขอโคมไฟคู่รักชุดนึงขอรับ” ยูชอนบอกแก่พ่อค้าโคมไฟในขณะที่จุนซูมัวเพลินเพลินหยิบโคมไฟแบบโน้นแบบนี้มาให้ดูไม่ขาด เหมือนเด็กซนๆที่เพิ่งพบเจอของเล่นถูกใจจนยูชอนอดจะจุดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“ภรรยาน่ารักนะขอรับคุณชาย”พ่อค้าโคมไฟเอ่ยทัก เมื่อเห็นกิริยาแสนซนแต่ช่างดูน่ารักของสาวน้อยในชุดฮันบกสีชมพูสวยข้างกายคุณชายรูปงามผู้เป็นลูกค้า
“ภรรยาของข้ายังเด็กนัก หวังว่าท่านคงไม่ถือที่หยิบของออกมาดูมากมายนะขอรับ” ยูชอนกล่าวแทนร่างเล็กที่ยังสนใจหยิบดูโคมไม่หยุดหย่อน ใบหน้าน่ารักประดับด้วยรอยยิ้มถูกใจแบบเด็กๆ
“ไม่ถือหรอกขอรับ คุณหนูออกจะน่ารักเพียงนี้” พ่อค้าหนุ่มหันไปมองร่างเล็กอีกครั้ง จนคุณชายยูชอนเริ่มจับกระแสความเจ้าชู้จากสายตาพ่อค้าที่จ้องมองภรรยาของตนออก เสียงทุ้มต่ำกระแอมในลำคอเรียกสติของพ่อค้าหนุ่มที่เผลอจ้องมองร่างเล็กอย่างลืมตัวให้กลับมา
“โคมไฟที่สั่งได้หรือยัง” คุณชายยูชอนรีบเอ่ยความ เพราะพ่อค้าหนุ่มไม่ยอมหยิบของให้เสียทีเพราะมัวแต่มองความน่ารักของภรรยาตัวน้อยของตน
“ได้แล้วขอรับ นี่ขอรับ” พ่อค้าหนุ่มรีบหยิบส่งให้ลูกค้าแล้วรับเงินค่าโคมไฟมา เมื่อเห็นสายตาคมกริบที่จ้องมองอย่างเขม่นมายังตน
“จุนซู ไปจุดโคมไฟกันเถอะ” มือแกร่งที่จับจูงมือเล็กเอาไว้ผละออกแล้วเปลี่ยนเป็นโอบไหล่เล็กเข้ามาในอ้อมกอดเพื่อแสดงให้พ่อค้าจอมเจ้าชู้ตรงหน้ารู้ว่าคนตัวเล็กแสนน่ารักคนนี้มีเจ้าของที่หวงมาก อย่าคิดแม้แต่จะยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นอันขาด
“อื้ม” ใบหน้าน่ารักพยักหน้ารับ ยิ้มหวานให้คนที่โอบประคองกายเล็กของตนเอาไว้ ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของหนุ่มๆแถวนั้นรวมทั้งพ่อค้าตรงหน้า ว่าแทบจะกลืนกินตัวเองเข้าไปแถมยังถอนหายใจเสียดายที่สาวน้อยแสนน่ารักคนนี้มีเจ้าของเสียแล้ว แถมเจ้าของยังดุเสียด้วย เพราะทันทีที่ร่างเล็กก้มลงสนใจโคมไฟที่ซื้อไปนั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยอ่อนโยนก็แข็งกร้าวมองกราดไปยังชายหนุ่มทั้งหลายที่จ้องมองคนในอ้อมแขนของตนจนชายหนุ่มทั้งหลายรีบหลบสายตาไปแทบไม่ทัน
“สวยจังเลยยูชอน” ร่างเล็กหัวเราะคิกคักกับโคมไฟลูกเล็กในมือที่คนรักกำลังขึงออกแล้วจุดไฟรอให้โคมพองตัวเต็มที่เสียก่อน
“รอให้ควันไฟเข้าไปในโคมให้เยอะๆก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยปล่อยให้มันลอย”
“ปล่อยได้หรือยังยูชอน” ร่างเล็กเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ช้อนสายตาออดอ้อนอยากปล่อยโคมไฟลอยไปเต็มที่
“ได้แล้ว เอาล่ะ 1...2...3 ปล่อยเลย” มือแกร่งและมือเล็กที่ถือโคมไฟอันเดียวกันเอาไว้ปล่อยออก โคมไฟส่องสว่างค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองมันอย่างตื่นเต้น แต่ดวงตาคมเข้มของยูชอนกลับจ้องเพียงใบหน้าน่ารักที่ยิ้มแย้มเมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองฮันยางตอนนี้มีโคมไฟดวงเล็กลอยเต็มไปหมด ก่อนจะดึงคนตัวเล็กเข้ามาซ้อนกอดเอวบางไว้จากด้านหลังแล้วชี้ชวนกันดูโคมไฟของตนที่ปล่อยออกไปลอยปะปนไปกับท้องฟ้าจนลับสายตา
“ไปหาอะไรกินกัน มีขนมมาขายเยอะเลยเชียวคืนนี้” ยูชอนกระซิบบอกคนในอ้อมกอด ร่างเล็กหันกลับมาจุดยิ้มกว้างที่ดูน่ารักออดอ้อน จับมือแกร่งที่ประสานอยู่ตรงหน้าท้องแบนๆของตนให้ลูบท้องไปมา
“หิวจะแย่แล้วล่ะยูชอน” เรียวปากบางยู่ออก ช้อนสายตาออดอ้อนคนรัก
“งั้นคืนนี้จุนซูอยากกินอะไร ข้าเลี้ยงเต็มที่เลยดีไหม”
“ดีสิ” ร่างเล็กยิ้มร่า ขืนตัวออกมาจากอ้อมกอดที่โอบรัดเอวบางเอาไว้ ก่อนจะจูงมือเรียวเดินเข้าไปยังร้านอาหาร และขนมที่ตั้งอยู่สองข้างทางละลานตาจนอยากกินมันไปเสียทุกร้านจริงๆ
“ท้องฟ้าสวยจังเลยวันนี้ โคมไฟลอยเต็มไปหมดเลย”ร่างเล็กช่างเจรจาที่นอนหนุนแขนพิงอกแกร่งของคนรักบนหลังคาจวนข้างหลวงปาร์คเอ่ยชี้ชวนให้ยูชอนมองดูท้องฟ้ายามราตรี
“สวยสิ แต่โคมลอยเต็มไปหมดแบบนี้มองไม่เห็นดวงดาวเลย คิดถึงคืนนั้นที่เราออกไปนั่งชนจันทร์กันที่บ้านของเจ้าจัง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแก่คนรัก กดจมูกลงบนขมับบาง รอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตาพราวแสงระยับจับจ้องดวงหน้าหวานของคนข้างกายช่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยประกายของความรักใคร่ที่ฉายชัดออกมาให้คนตัวเล็กที่มองสบตาเขินอายแต่ก็ไม่อาจหลบสายตานั้นดั่งต้องมนต์สะกด ยูชอนหยัดตัวขึ้นเพื่องมองสบตาคนรักได้ถนัด มือแกร่งไล้ไปตามแก้มกลมแดงระเรื่อ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถึงเรื่องที่รับปากเพื่อนรักเอาไว้เมื่อกลางวัน
“จุนซู เรื่องท่านพี่ของเจ้า..”
“จริงสิ วันนี้เจ้าออกไปสืบข่าวมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“พี่ชายของเจ้า ความจำเสื่อม”
“ท่านพี่แจจุงความจำเสื่อมงั้นหรือ ฮึก...ท่านพี่”น้ำตาเม็ดโตปริ่มลงบนขอบตาเรียวจนร่างโปร่งที่มองอยู่ใจหาย รีบคว้าตัวร่างเล็กเข้ามาสวมกอดปลอบโยน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วท่านพี่ของข้าไปเป็นนายหญิงน้อยภรรยาของนายกองชองได้อย่างไรกันยูชอน” ร่างเล็กที่ซบใบหน้ากับไหล่แกร่งพอรวบรวบสติได้แล้วจึงเอ่ยถาม มือเล็กกำเสื้อคนรักแน่นรอฟังคำบอกเล่าอย่างใจจดจ่อ
“พี่เจ้าตกจากกำแพงในวันที่เจ้ามารับข้าไปอยู่ด้วยกัน ยุนโฮเพื่อนข้าได้ช่วยเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นว่าเคยพบหน้าพี่เจ้ามาก่อนและได้หลงรักแจจุงเข้าให้แล้ว พอแจจุงจำอะไรไม่ได้ จึงรับพี่เจ้าไว้เป็นภรรยา”
“เราไปหาท่านพี่ของข้าได้ไหม ข้าเป็นห่วงท่านพี่เหลือเกินยูชอน” ร่างเล็กช้อนสายตาอ้อนวอนที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองคนรัก
“ถ้าไปหาตอนนี้รังแต่ท่านพี่ของเจ้าจะตื่นตกใจเสียเปล่าๆ รอให้ยุนโฮบอกเรื่องราวให้พี่เจ้ารับรู้ก่อนดีไหมคนดี แล้วเราค่อยไปหาท่านพี่ของเจ้ากันนะ” นิ้วเรียวเกลี่ยหางตาเรียวซับน้ำตาที่ไหลลงมาละแก้มใส โอบประคองร่างเล็กไว้แนบอก ลูบหลังปลอบโยนคนขี้แยที่สะอื้นไห้ในอ้อมอก
“แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนกันล่ะ ข้าเป็นห่วงท่านพี่เหลือเกิน มิน่าถึงไม่ติดต่อส่งข่าวคราวมาหาข้าเลย ที่แท้ท่านพี่แจจุงก็...ฮึก ช่างน่าสงสารจริงๆ”
“ยุนโฮรับปากข้าไว้อีกสองวัน รออีกแค่สองวันเท่านั้นจุนซู ครบกำหนดที่เจ้าจะออกจากจวนได้อย่างอิสระตามที่แม่นมแชยอนกำหนดเอาไว้ด้วย ถึงเวลานั้นเราจะไปหาท่านพี่ของเจ้าด้วยกันดีไหมคนดีของข้า”
“จริงๆนะยูชอน” ร่างเล็กช้อนสายตาฉ่ำน้ำขึ้นอ้อนคนรัก
“จริงสิยอดรัก” สายตาอ่อนโยนทอดมองร่างเล็กในอ้อมแขน ริมฝีปากอิ่มจรดลงบนหน้าผากมนของจุนซูที่พริ้มดวงตารับสัมผัสอ่อนโยนนั้นอย่างเต็มใจ
................................
“จะออกไปข้างนอกหรือโบแจ” นายหญิงชองเอ่ยทักลูกสะใภ้คนสวยที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูจวน
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าว่าจะไปซื้อของสดในตลาดมาทำอาหารเย็นนี้เสียหน่อย” แจจุงหันกลับไปปั้นยิ้มเอ่ยบอกแก่แม่สามีไม่ให้เกิดความสงสัย
“พามินอากับคนติดตามไปด้วยสิ จะได้ช่วยเจ้าถือของไง ว่าแต่หายดีแล้วหรือโบแจ เมื่อวานเพิ่งตกต้นพลับไปนี่เจ้า แม่ว่าให้พวกสาวใช้ออกไปแทนดีกว่าหรือไม่” นายหญิงชองเดินเข้ามาใกล้ๆจับไปตามเนื้อตัวของลูกสะใภ้คนสวย สายตาห่วงใยทอดมองไปตามส่วนต่างๆด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ อย่าห่วงเลย”แจจุงยิ้มให้ความห่วงใยที่นายหญิงชองมีให้ อดรู้สึกผิดไม่ได้หากต้องจากบ้านหลังนี้ไปในวันข้างหน้า ทั้งท่านแม่ทัพและนายหญิงชองที่รักตนดังลูกในไส้จะเป็นห่วงสักเพียงใดหนอ ไหนจะคนโกหกนั่นอีกล่ะ แจจุงสะบัดศีรษะไล่ความคิดที่เกี่ยวกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่ก็เป็นดั่งคนที่โกหกทุกๆอย่างจนยากที่จะให้อภัยได้คนนั้นออกไปจากห้วงความคิด
“งั้นพามินอาไปด้วยเถอะนะโบแจ ถือว่าเห็นแก่แม่ที่เป็นห่วงเจ้าตกลงไหม”
“งั้นก็ได้เจ้าค่ะท่านแม่” แจจุงพยักหน้ารับอย่างจนใจเพราะสายตาห่วงใยของนายหญิงชองทำให้ร่างบางไม่อาจปฏิเสธ
ร่างบางกวาดสายตาไปทั่วทางเดินในเมืองหลังจากเดินซื้อของสดในตลาดเผื่อจะพบคนที่อยากพบอย่างน้องชายจอมซนที่ชอบมาเดินหาขนมกินแถวนี้หรือไม่ก็เด็กชายคนสนิทที่แจจุงจำได้ว่าชางมินมีเรียนกับสำนักวิชาสำหรับเด็กในตัวเมืองวันนี้
“นายหญิงน้อยมองหาอะไรหรือเจ้าคะ” มินอาเห็นท่าทีแปลกๆของนายหญิงน้อยของตนจนอดที่จะเอ่ยถามออกมามิได้
“เปล่านี่ ข้าก็มองอะไรไปเรื่อยๆนั่นแหละ ตายจริงมินอา ข้าลืมซื้อไก่สด วันนี้ตั้งใจจะตุ๋นโสมให้ท่านพ่อกับยุนโฮทานบำรุงแท้ๆ เจ้าช่วยกลับไปซื้อให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ พอดีว่าขารู้สึกปวดขาที่ตกต้นไม้เมื่อวานคงเดินไปเดินมาไม่ค่อยไหว อยากพักขาสักหน่อย”
“ถ้างั้นนายหญิงน้อยไปนั่งรอข้าที่โรงเตี๊ยมก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปซื้อให้เอง” สาวใช้ขันอาสา
“ดีเหมือนกัน เลือกเอาขนาดพอดีกินมาสัก 3 ตัว ให้เค้าฆ่าแล้วเจ้าก็รอรับมาด้วยนะ ข้าจะไปนั่งรอดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยม ไม่ต้องรีบนะ คัดตัวงามๆแข็งแรงมา ท่านแม่ทัพกับนายน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง”
“เจ้าค่ะนายหญิงน้อย” มินอารับคำ ก่อนหันหลังมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดสดอีกครั้ง
แจจุงเฝ้ามองจนสาวใช้ประจำตัวลับตาไป ร่างบางเร่งสาวเท้าไปยังสำนักวิชาของชางมินที่อยู่ในถนนถัดไปลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆจวบจนมาถึงหน้าสำนักวิชาโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เป็นเวลาที่ทางสำนักเรียนปล่อยเด็กนักเรียนให้กลับบ้านพอดี รอเพียงไม่นานร่างของเด็กชายคนสนิทอย่างชางมินก็ปรากฏตัวขึ้น แจจุงไม่รอช้ารีบสาวเท้าไปยังกลุ่มของเด็กชายที่กำลังพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนวัยเดียวกันอยู่
“ชางมิน”
“หือ...” ชางมินชะงักหันกลับมาตามเสียงเรียกจากด้านหลัง พบใบหน้างามๆที่คล้ายว่ารู้จัก แต่ไม่อาจนึกออก คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
“นี่ข้าเอง ท่านพี่แจจุงไง” แจจุงรีบแนะนำตัว
“ห๊ะ ท่านพี่แจจุง จริงๆหรือนี่” ชางมินมองสำรวจไปทั่วร่างบางของอดีตพี่ชายในละแวกบ้านซึ่งตอนนี้แปรเปลี่ยนจากหนุ่มน้อยหน้าหวานมาอยู่ในคราบสาวงามหน้าตาสะสวย
“ก็ข้าน่ะสิ อย่าเพิ่งถามอะไร ข้ามีเหตุผลในการแต่งกายเช่นนี้ ตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” มือบางรีบฉวยเรียวแขนของเด็กชายผิวเข้ม ให้เดินตามทางเดิมลัดเลาะไปจนกลับไปถึงโรงเตี๊ยมที่ได้นัดกับสาวใช้ประจำตัวเอาไว้
“ท่านพี่มีอะไรจะถามข้าล่ะ แล้วพี่จุนซูไม่ได้มาด้วยหรอกหรือ” ชางมินสอดส่ายสายตาหาร่างเล็กของจอมโจรคนน้องที่แสนน่ารักเป็นที่ถูกใจของตน หลังจากที่ถูกแจจุงพามานั่งยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“เรื่องที่ข้าจะถามเจ้าคือเรื่องของน้องชายข้านั่นแหละ”
“เอ๋ เหตุใดจึงมาถามข้าเล่าท่านพี่แจจุง ท่านไม่ได้อยู่กับพี่จุนซูหรอกหรือ นี่หรือเปล่าที่เป็นเหตุผลให้ท่านแต่งกายเช่นนี้ แต่ก็สวยดีนะขอรับ ข้าชอบ”
“ทะลึ่งแล้วนะเจ้า” มือบางเขกกำปั้นลงบนหัวของเด็กชายตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้ในความเจ้าชู้ตั้งแต่เด็กของเจ้าตัว
“โอ๊ย ข้าเจ็บนะ” ชางมินยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ
“งั้นข้าเลี้ยงอาหารเจ้าไถ่โทษก็แล้วกัน อยากกินอะไรสั่งเลย”
“จริงนะขอรับ เสี่ยวเอ้อ”ชางมินยิ้มร่า ตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อประจำโรงเตี๊ยมมาสั่งอาหารเสียหลายรายการจนเป็นที่พอใจ จึงยอมปล่อยให้เสี่ยวเอ้อไปจัดการเรื่องอาหารแล้วหันกลับมาสนใจแจจุงอีกครั้ง
“ทีนี้ฟังข้านะ พักนี้เจ้าได้พบจุนซูบ้างหรือไม่ แล้วน้องข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าไม่ได้พบพี่จุนซูมาหลายอาทิตย์แล้วขอรับ ครั้งสุดท้ายที่พบคือพี่จุนซูอยู่กับเมียร่างใหญ่ ผู้หญิงอะไรตัวโตอย่างกับยักษ์ แถมนิสัยไม่ดีกันท่าข้ากับพี่จุนซูอีกด้วย แต่เมื่อวานข้าไปเยี่ยมพี่จุนซูเพราะเอาขนมที่ท่านแม่ทำไปฝาก แต่พบว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยขอรับ เหมือนว่าบ้านจะปิดไปหลายวันแล้วเสียด้วย”
“แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าน้องข้าไปไหน”
“ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ”
“งั้นเอางี้ เจ้าช่วยไปสืบให้ข้าทีว่าตอนนี้น้องข้าอยู่ที่ไหน เริ่มจากจวนข้าหลวงปาร์คก่อนก็แล้วกัน ข้าสังหรณ์ใจว่าจุนซูอาจจะอยู่ที่นั่น แต่ข้าไม่สะดวกไปเอง แล้วข้าจะซื้อขนมที่เจ้าอยากกินให้ทุกอย่างเลย”
“แหม รางวัลงามแบบนี้ ข้าขอสู้ตายเลย ว่าแต่จะให้ข้าไปส่งข่าวให้ท่านพี่ที่ไหนหรือ หรือจะให้ไปบอกที่บ้านท่าน”
“ช่วงนี้ข้ามีเหตุจำเป็นต้องไปพำนักอยู่ที่อื่นเป็นการชั่วคราว พรุ่งนี้เจ้าช่วยไปพบข้าที่ประตูจวนแม่ทัพชองด้วนทิศใต้ ประตูนั้นมีคนผ่านเข้าออกน้อย ข้าจะออกมาพบเจ้าตอนบ่ายหลังจากที่เจ้าเลิกเรียนไปแล้วสักหนึ่งชั่วยาม ทำได้หรือไม่”
“ขอรับท่านพี่แจจุง”
“ดีมาก อาหารมาแล้ว ทานให้เต็มที่แล้วเริ่มทำงานที่ข้าไหว้วานด้วย ข้าจะรอคำตอบจากเจ้านะชางมินน้องรัก”
“เชื่อใจข้าได้เลยขอรับกระผม” ชางมินยกมือขึ้นมาตะเบ๊ะข้างขมับ จนแจจุงอดหมั่นไส้ไม่ได้ยืนมือไปขยี้ศีรษะของเด็กชายแรงๆเหมือนที่เคยชอบทำในอดีต
........................
“คุณนมเจ้าขา” ร่างเล็กยกน้ำชายื่นให้แม่ยมแชยอนที่สะบัดใบหน้าไปอีกทางไม่ยอมยื่นมือมารับถ้วยชาที่จุนซูยื่นให้พร้อมดวงตาปริบๆที่แสนออดอ้อน จนร่างเล็กหน้าเสีย หันไปมองคนรักที่ยืนห่างออกไปเพื่อขอกำลังใจ ยูชอนพยักเพยิดส่งยิ้มให้จนร่างเล็กเกิดแรงฮึดสูดหายใจเข้าปอดเต็มที่แล้วหันมาออดอ้อนคุณนมตรงหน้าตนต่อ
“คุณนมเจ้าขา รับน้ำชาแก้กระหายสักหน่อยนะเจ้าคะ” ร่างเล็กวางถ้วยน้ำชาไว้กับโต๊ะแล้วหันมานวดไปตามขาของแม่นมไปมา แม้ใบหน้าของคุณนมจะไม่ยอมหันมามองทางร่างเล็กแต่ก็ยื่นแขนให้นวดแต่โดยดีเพราะแอบติดใจในฝีมือการนวดที่สบายจนคุณนมแทบเคลิ้มหลับแถมยังหยิบน้ำชาบนโต๊ะข้างตัวมาจิบอีกด้วย จุนซูหันไปยิ้มให้คนรักที่ยืนพิงประตู ยูชอนพยักหน้าชูนิ้วโป้งชมร่างเล็กทำเอาคุณหนูคนใหม่ยิ้มแก้มปริตั้งใจเอาอกเอาใจจนแม่นมแชยอนทั้งวันจนแม่นมใจอ่อนต้องบอกให้เลิกอ้อนเสียที
....................
ร่างบางของแจจุงลัดเลาะไปตามกำแพงของจวนแม่ทัพเพื่อไปยังประตูที่นัดแนะกับเด็กชายคนสนิทเอาไว้
“ชางมิน” แจจุงที่แอบอยู่ตรงประตูเอ่ยเรียกเด็กชายที่ยืนเตะฝุ่นรออยู่แถวนั้นให้หันมายังตน
“ท่านพี่แจจุงไปแอบอยู่ทำไมล่ะ ออกมาคุยกันดีๆไม่ได้หรือชางมินมองท่าทางแปลกๆของพี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นสาวน้อยคนสวยไปแล้ว ท่าทางลอกแลกเหมือนแอบใครอยู่อย่างนั้นช่างน่าสงสัยนัก
“เจ้านั่นแหละ ขยับมานี่ ข้าแอบหนีมา ต้องรีบกลับไปก่อนที่ใครจะสงสัย” แจจุงไม่ยอมขยับออกจากประตูกลับกวักมือเรียกชางมินเข้าไปใกล้ๆแทน
“หนีใครมาหรือท่านพี่แจจุง ท่าทางท่านจะกลัวน่าดูนะ”
“หนีหมีหื่นที่ดันมาหยุดวันนี้น่ะสิ ช่างเถอะ รีบบอกมาไวๆได้ข่าวอะไรมาบ้าง”
“หมีหื่น จวนแม่ทัพชองเลี้ยงหมีด้วยเหรอท่านพี่” ชางมินทำตาโต
“บอกว่าเรื่องนั้นช่างมันไง ไหนบอกมาไวๆได้ข่าวจุนซูมาว่าอย่างไรบ้าง”
“ข้าไปตามดูที่จวนท่านข้าหลวงปาร์คตามที่ท่านบอก แต่ท่านข้าหลวงไปราชการที่หัวเมืองทางเหนือ ข้าเฝ้าดูอยู่นานมีเรื่องน่าแปลกมากเลยท่านพี่แจจุง”
“แปลกยังไง อย่าโยกโย้สิ เข้าเรื่องสักที”แจจุงเขย่าแขนชางมินจนสั่นไปทั้งตัว
“ท่านก็หยุดเขย่าข้าสักทีสิข้าจะได้เล่าต่อ”
“อือ รีบๆเล่ามา”แจจุงยอมผละมือออกไปด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ก็ยอมตั้งใจฟังต่อ
“คุณหนูของจวนอย่างคุณหนูยูชอนแท้จริงแล้วเป็นคุณชาย และที่น่าเจ็บใจกว่านั้นพี่จุนซูของข้ากลายเป็นเมียไอ้คุณชายบ้านั่นไปแล้วด้วย”ชางมินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล่าด้วยความเจ็บใจ ตนนั้นแอบหลงรักจุนซูมานานรอวันที่จะโตเป็นผู้ใหญ่โดยไว จะได้บอกรักร่างเล็กแสนน่ารักที่ชอบคิดว่าตัวเองแมนนักหนาไม่ต่างจากพี่ชายหน้าสวยของจุนซู แท้จริงแล้วสองพี่น้องตระกูลคิมนั้นทั้งสวยทั้งน่ารักยิ่งกว่าหญิงสาวนางใดในเมืองเสียอีก
“หมายความว่าจุนซูน้องข้ากลายเป็นภรรยาคุณชายยูชอนแห่งจวนข้าหลวงปาร์คไปแล้วเช่นนั้นหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิท่านพี่แจจุง เจ็บใจนักมิน่าตอนนั้นถึงกันท่าข้านักที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” ชางมินยังคงเจ็บใจไม่หาย ตนนั้นน่าจะมองออกแต่แรกว่าหญิงร่างยักษ์ที่จุนซูแนะนำว่าเป็นเมียนั้นแท้จริงเป็นชายไม่ต่างจากตน เจ้านั่นคอยกันท่าสารพัดที่แท้เพราะเป็นชายเช่นกันดูกันออกว่าชางมินนั้นคิดเช่นไรกับจุนซู แถมตอนนี้ยังพาจุนซูไปอยู่ด้วยในฐานะเมียเสียแล้ว ถ้าไม่มัวแต่โมโหตอนนั้นแล้วหมั่นไปเยี่ยมเยือนจุนซูอยู่ไม่ขาด คงไม่ต้องเสียจุนซูไปให้เจ้าคุณชายจอมปลอมนั่นเป็นแน่
“ขอบใจเจ้ามากนะชางมิน นี่เงินคิดว่าคงมากพอให้เจ้าไปซื้อขนมกินจนท้องแตกได้ ข้าไม่ว่างพอจะพาเจ้าไปซื้อต้องขอโทษด้วย” แจจุงหยิบถุงเงินมาวางใส่มือของชางมิน
“แล้วข้าจะได้พบท่านกับพี่จุนซูอีกหรือไม่” ชางมินที่รับเงินมาใส่ในถุงลับตรงแขนเสื้อเอ่ยถาม
“ถ้าเจ้าอยากพบข้ากับพี่จุนซูของเจ้า เจ้าก็ไปหาพวกข้าที่บ้านก็แล้วกัน เพราะข้าคิดว่าข้าจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว หลังจากข้าพบกับจุนซูน้องของข้า”
“แน่นอน ข้าจะไปพบพวกท่าน ข้าไปก่อนนะ” ชางมินเอ่ยลาแล้วหันหลังกลับไปอย่างอารมณ์ดี แจจุงเองก็เดินกลับทางเดิมจนไปถึงห้องครัวที่ตนเองบอกกับทุกคนว่าจะมาทำกับข้าวสำหรับช่วงเย็นของวันนี้ แจจุงจัดการใส่ฝืนในเตาที่เกือบจะมอดไปเพราะทิ้งไปพักใหญ่ เปิดฝาหม้อดูข้าวที่หุงทิ้งไว้ เห็นว่าสุกดีแล้วจึงยกออกจากเตา
“โบแจ” วงแขนแกร่งสอดเข้ามาโอบรอบเอวบางแถมด้วยการวางใบหน้าเรียวเล็กลงบนไหล่บางฉวยโอกาสหอมแก้มใสที่ผินใบหน้ามามองไปฟอดใหญ่ ราวกับร่างสูงตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
“คิดถึง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกระซิบที่ข้างหูเรียกสีแดงระเรื่อบนแก้มใสของคนที่ได้ฟังได้เป็นอย่างดี
“คิดถึงอะไรกัน วันนี้ทั่งวันเจ้าเอาแต่นัวเนียข้า แค่ห่างมาทำกับข้าวแค่นี้ถึงกับบอกว่าคิดถึง ท่าทางจะโกหกข้าเสียล่ะมั้ง” แจจุงซ่อนความเขินอาย ยังคงหั่นผักเพื่อเตรียมทำอาหาร ไม่สนใจริมฝีปากหยักที่พรมจูบออดอ้อนไปตามลาดไหล่บางของคนสวยในอ้อมกอด ยุนโฮชะงักเรียวปาก มือแกร่งหมุนตัวคนสวยให้มาเผชิญหน้ากัน เชยคางมนให้เงยขึ้นมาสบตา
“ทำไมวันนี้ชอบพูดว่าข้าโกหกเจ้าบ่อยจัง ไม่เชื่อใจข้าหรือ ข้าบอกว่าข้าคิดถึงเจ้าก็หมายความว่าข้าคิดถึงเจ้าจริงๆ ต่อให้เจ้าอยู่ในอ้อมกอดข้าแบบนี้ข้าก็ยังคิดถึงเจ้า ข้ารักเจ้าจนข้าแทบบ้าตายอยู่แล้วโบแจ เจ้ารู้บ้างไหม” ดวงตาคมสบกับแววตากลมโตที่มองอย่างค้นหาความจริงใจในแววตาที่ร่างสูงส่งมาให้ แต่ไม่ว่าจะมองให้ลึกแค่ไหนก็พบเพียงว่าคำพูดเหล่านั้นไม่มีคำโกหกที่ส่งออกมาเลยแม้แต่น้อย ร่างบางหลบสายตาซบใบหน้าลงบนอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงของคนรัก ทั้งหนักแน่น จริงจัง เหมือนแว่วเสียงบอกรักออกมาผ่านจังหวะการเต้นของหัวใจร่างสูงออกมาด้วย
“โบแจ เจ้าไม่ชอบคนโกหกขนาดนั้นเลยเหรอ” เสียงทุ้มของยุนโฮที่เอ่ยออกมาเรียกให้ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นจากอกแกร่งเพื่อสบตาคนรักที่ทอดมองลงมา
“ใช่ ข้าไม่ชอบคนโกหก”
“แล้วถ้าข้าโกหกเจ้าล่ะ เจ้าจะเกลียดข้าไหม จะให้อภัยข้าหรือเปล่ายอดรัก” มือแกร่งกุมมือบางของคนสวยขึ้นมาคลอเคลียกับเรียวปากหยักออดอ้อน
“ถ้าเจ้าบอกก่อนที่ข้าจะรู้เอง ข้าอาจจะไม่โกรธก็ได้ แล้วเจ้ามีอะไรอยากบอกกับข้าหรือไม่ โกหกอะไรข้าหรือเปล่ายุนโฮ” ดวงตากลมโตจับจ้องใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งคนรักและสามีของตน ใบหน้าเรียวของยุนโฮมีแววสลดลง ดวงตาคมฉายแววเศร้าหมองจนคนที่มองอยู่อดใจหายไม่ได้
“ข้า....ข้า.......” ร่างสูงอึกอัก
“เจ้าทำไมยุนโฮ บอกข้าสิ” มือบางลูบกล่อมแผ่วเบาบนแก้มสาก ดวงตากลมโตจ้องมองคนรักที่ดวงหน้าคมฉายแววอึกอักลำบากใจ เฝ้ารอคอยคำบอกเล่าจากเรียวปากหยักนั้น
“นายน้อยเจ้าคะ นายท่านเรียกพบเจ้าค่ะ” เสียงของสาวใช้เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อนที่ยุนโฮจะได้เอ่ยอะไรออกมา ยังผลให้คนสวยในอ้อมกอดผละออกมามาจากอ้อมแขนหันกลับไปหั่นผักต่อ ซ่อนเก็บความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะเอาไว้
“เจ้ารีบไปเสียสิ เดี๋ยวท่านพ่อจะคอยนาน” ร่างบางเอ่ยบอกไม่ยอมหันกลับมาสบตาคู่คม เกรงว่าแววตาขัดเคืองสับสนของตนจะทำให้ร่างสูงรู้ว่าตนจำทุกอย่างได้หมดแล้ว
“งั้นข้าไปพบท่านพ่อก่อนนะ”ริมฝีปากหยักจรดลงบนศีรษะกลมของคนรักสูดกลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นไหมสีนิล ก่อนจะผละออกมาสาวเท้าเดินนำสาวใช้ไปยังห้องทำงานของท่านแม่ทัพชอง
.....................
แจจุงนั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาที่สะท้อนภาพใบหน้าสวยในเครื่องแต่งกายของสตรีที่แสนอ่อนช้อยและงดงาม มือบางยกแปลงขึ้นมาหวีเส้นผมที่ยาวสยายคลอเคลียใบหน้าหวาน กริยาแสนอ่อนหวานตรึงสายตาคมของร่างสูงที่จ้องมองท่าทางของคนรักอยู่บนเตียงนอนไม่ไกลจากโต๊ะเครื่องแป้งได้อยู่หมัด แววตาคมฉายแววรักใคร่ไม่ปิดบัง จนคนที่มองแววตาคมหวานคู่นั้นผ่านกระจกเงา อดที่จะหลบสายตาด้วยความเขินอายแม้จะไม่ได้จ้องมองโดยตรงกับเจ้าของแววตาก็ตา ท่าทีเขินอายแสนน่ารักนั้นเรียกรอยยิ้มอารมณ์ดีบนเรียวปากหยักของยุนโฮ
“จะมองอะไรหนักหนากันนะ” ร่างบางแอบขยับปากต่อว่าแผ่วเบา แต่คนหูดีอย่างยุนโฮกลับได้ยินมันเป็นอย่างดี
“ก็มีเมียสวย ไม่มองก็เสียดายแย่” ร่างสูงเอ่ยกระเซ้าจนคนได้ยินหน้าแดงก่ำส่งค้อนให้วงใหญ่
“คนบ้า” ร่างบางลุกจากหน้ากระจกเดินตรงมาที่เตียงนอน แสร้งเดินเลี่ยงคนรักที่กางแขนรอกอดเก้อไปอีกฝั่งของเตียงนอน แต่คนเจ้าเล่ห์ก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้คนสวยหลุดมือไปได้ ยุนโฮขยับตัวเข้ามาฉวยข้อมือบางรั้งให้ร่างกายบอบบางเข้ามาในอ้อมกอดจนได้
“ปล่อยนะคนบ้า” ร่างบางดิ้นขลุกลักไปมาในอ้อมแขนของคนรักที่ดูจะกระชับให้แน่นกว่าเดิมเสียอีก ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองใบหน้าคมที่ยิ้มกริ่มอย่างน่าหมั่นไส้ แอบสบถในใจที่ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหนก็ไม่อาจหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแกร่งของคนรักไปได้ ดังเช่นหัวใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นของยุนโฮเช่นกัน
“หยุดดิ้นแล้วหรือยอดรัก”จมูกโด่งคมคลอเคลียไปตามแก้มแดงใส สูดกลิ่นหอมเย้ายวนให้ชื่นใจแล้วผละออกมาจ้องมองใบหน้าสวยที่งอง้ำด้วยความขัดใจ
“ก็ใครมันจะไปสู้แรงหมีอย่างเจ้าได้กันล่ะ”
“ถ้างั้นก็ยอมให้หมีรูปงามอย่างข้าฟัดเจ้าให้ชื่นใจหน่อยได้ไหมเล่าคนสวย” กระซิบเสียงพร่าชิดใบหูของคนสวยในอ้อมกอดให้หน้าแดงเล่น ก่อนงับติ่งหูนิ่มเบาๆ ไล้สันจมูกไปตามซอกคอกรุ่นกลิ่นกายเฉพาะตัวของร่างบางที่ถูกเอนกายลงกับฟูกนอนแล้วตามด้วยร่างกายกำยำที่ทาบทับลงมา
“อืม ยุนโฮ อย่าสิ”
“ถ้าจะห้าม ก็อย่าทำเสียงหวานแบบนี้สิยอดรัก มันทำให้ข้าทนไม่ไหวเอานะ” ดวงตาคมเงยขึ้นจากซอกคอขาวมองสบดวงตากลมโตฉ่ำหวาน ริมฝีปากหยักก้มลงงับเรียวปากอิ่มแดงไปมาหยอกเย้า
“งั้นเจ้าเองก็เลิกเปลื้องผ้าข้าเสียทีสิยุนโฮ” ร่างบางที่อาภรณ์ติดกายหลุดลุ่ยจนเผยผิวขาวน้ำนมชวนให้ฝากรอยเอ่ยห้ามเสียงกระเส่า เพราะนอกจากมือแกร่งจะคอยปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่ติดกายสวยออกแล้ว ริมฝีปากหยักก็ยังคอยฝากร่องรอยสีหวานไปตามผิวเนื้อที่เสื้อผ้าค่อยๆหลุดออกไปอีกด้วย
“ถ้างั้นคงต้องเปลี่ยนเป็นเจ้ายอมข้าง่ายกว่านะคนสวย” ริมฝีปากหยักจุดยิ้มเจ้าเล่ห์ จ้องมองคนสวยที่ส่งค้อนมาให้ด้วยแววตาฉ่ำน้ำตาคลอด้วยแรงอารมณ์ที่คนรักเฝ้าปลุกปั่นอยู่ไม่ขาด แม้แววตาคมจะจับจ้องด้วยความปรารถนาอยู่ตอนนี้ แต่มือแกร่งกลับมิได้หยุดนิ่งเฉกเช่นแววตา ความร้อนจากฝ่ามือหนาคอยลูบไล้ปลุกเร้าไปตามร่างกายงดงาม ยิ่งเรียกเสียงครางอื้ออึงจากคนสวยที่นอนทอดกายเปลือยเปล่าภายใต้ร่างกายกำยำอยู่ตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากอิ่มที่ถูกฟันคมกัดเอาไว้จนแดงก่ำเพื่อกลั้นเสียงครางน่าอาย ยิ่งน่าหลงใหลจนอดที่จะแนบเรียวปากหยักลงไปเสียมิได้
“ข้ารักเจ้า โบแจของข้า” เสียงกระซิบพร่าพร้อมลมหายใจร้อนที่เป่ารดเรียวปากอิ่มที่ผลิยิ้มหวานยวนใจคนมองจนหัวใจของร่างสูงเต้นแรง จรดจุมพิตหวานลงบนกลีบปากอิ่มที่เผยอรับลิ้นร้อนที่สอดเข้ามาคลุกเคล้ากับลิ้นอุ่นนุ่ม เริ่มต้นบทรักเร่าร้อนที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานกรุ่นกลิ่นไอรักแห่งค่ำคืนนี้
…………..
ร่างบางของคิมแจจุงในเครื่องแต่งกายชุดรัดกุม จ้องมองใบหน้าคมของคนรักในยามหลับใหล เหมือนจะซึมซับเอาช่วงเวลาแสนหวานเอาไว้ในหัวใจให้มากที่สุด
“ข้ารักเจ้ายุนโฮ” ริมฝีปากอิ่มขยับไร้เสียง ก่อนจะผินใบหน้าปริ่มน้ำตาออกไป พากายบางออกจากประตูด้วยความแผ่วเบา ทิ้งไว้เพียงร่างสูงเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มผืนอุ่นที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราเพียงลำพัง
ติดตามตอนต่อไป
...........................
ดองนานเนอะ 555555
“แอบไปแบบนี้คุณนมจะไม่ว่าเอาหรอกหรือยูชอน”ร่างเล็กในอ้อมกอดสามีเอ่ยถามเมื่อถูกยูชอนรวบตัวมาไว้ในอ้อมแขนแล้วพาโดดขึ้นกำแพงของจวนเพื่อหลบออกไปหาอะไรกินในช่วงพลบค่ำที่ฟ้ามืดลงแล้ว
“ก็อย่าให้คุณนมรู้สิ เรารีบกลับเข้ามาก่อนที่ใครจะจับได้ก็พอแล้ว” จมูกโด่งกดลงบนแก้มนุ่มของคนช่างซัก ก่อนจะยอมปล่อยร่างเล็กออกจากอ้อมแขนแล้วจับจูงมือเล็กแทน หลังจากกินภรรยาตัวเล็กไปจนอิ่มหนำตั้งแต่บ่ายจนเย็นย่ำ ก็จับร่างเล็กที่อ่อนระทวยไปทั้งตัวอาบน้ำผลัดชุดใหม่ที่ซื้อมาให้แล้วแอบหลบสายตาคนในจวนพาโดดกำแพงด้านลับตาคนออกมาข้างนอกเพื่อหาอะไรกินหลังจากเสียพลังงานไปมากเมื่อช่วงบ่าย
“เมื่อตอนกลางวันเห็นคนในตลาดบอกว่าวันนี้จะมีงานปล่อยโคมลอยขึ้นฟ้า ข้าเลยกะว่าจะพาเจ้ามาเที่ยวชมเสียหน่อย” เสียงทุ้มเอ่ยเล่าให้คนตัวเล็กที่เดินกุมมือเคียงข้างกันฟัง
“จริงหรือ ข้าไม่เคยไปเที่ยวงานแบบนี้เลย ทุกปีเวลานี้จะเป็นช่วงที่คนออกบ้านไปเที่ยวชมงานกันหมด เป็นโอกาสดีที่จะปีนบ้านคน ท่านพี่แจจุงกับข้าเลยไม่ได้ไปเที่ยวเลย” เสียงเล็กเอ่ยเล่าอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายล้อแสงไฟที่ถูกประดับไว้สองข้างทาง คอยชี้ชวนให้คนรักดูโน่นนี่ไปจนตลอดทาง
“ขอโคมไฟคู่รักชุดนึงขอรับ” ยูชอนบอกแก่พ่อค้าโคมไฟในขณะที่จุนซูมัวเพลินเพลินหยิบโคมไฟแบบโน้นแบบนี้มาให้ดูไม่ขาด เหมือนเด็กซนๆที่เพิ่งพบเจอของเล่นถูกใจจนยูชอนอดจะจุดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“ภรรยาน่ารักนะขอรับคุณชาย”พ่อค้าโคมไฟเอ่ยทัก เมื่อเห็นกิริยาแสนซนแต่ช่างดูน่ารักของสาวน้อยในชุดฮันบกสีชมพูสวยข้างกายคุณชายรูปงามผู้เป็นลูกค้า
“ภรรยาของข้ายังเด็กนัก หวังว่าท่านคงไม่ถือที่หยิบของออกมาดูมากมายนะขอรับ” ยูชอนกล่าวแทนร่างเล็กที่ยังสนใจหยิบดูโคมไม่หยุดหย่อน ใบหน้าน่ารักประดับด้วยรอยยิ้มถูกใจแบบเด็กๆ
“ไม่ถือหรอกขอรับ คุณหนูออกจะน่ารักเพียงนี้” พ่อค้าหนุ่มหันไปมองร่างเล็กอีกครั้ง จนคุณชายยูชอนเริ่มจับกระแสความเจ้าชู้จากสายตาพ่อค้าที่จ้องมองภรรยาของตนออก เสียงทุ้มต่ำกระแอมในลำคอเรียกสติของพ่อค้าหนุ่มที่เผลอจ้องมองร่างเล็กอย่างลืมตัวให้กลับมา
“โคมไฟที่สั่งได้หรือยัง” คุณชายยูชอนรีบเอ่ยความ เพราะพ่อค้าหนุ่มไม่ยอมหยิบของให้เสียทีเพราะมัวแต่มองความน่ารักของภรรยาตัวน้อยของตน
“ได้แล้วขอรับ นี่ขอรับ” พ่อค้าหนุ่มรีบหยิบส่งให้ลูกค้าแล้วรับเงินค่าโคมไฟมา เมื่อเห็นสายตาคมกริบที่จ้องมองอย่างเขม่นมายังตน
“จุนซู ไปจุดโคมไฟกันเถอะ” มือแกร่งที่จับจูงมือเล็กเอาไว้ผละออกแล้วเปลี่ยนเป็นโอบไหล่เล็กเข้ามาในอ้อมกอดเพื่อแสดงให้พ่อค้าจอมเจ้าชู้ตรงหน้ารู้ว่าคนตัวเล็กแสนน่ารักคนนี้มีเจ้าของที่หวงมาก อย่าคิดแม้แต่จะยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นอันขาด
“อื้ม” ใบหน้าน่ารักพยักหน้ารับ ยิ้มหวานให้คนที่โอบประคองกายเล็กของตนเอาไว้ ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาของหนุ่มๆแถวนั้นรวมทั้งพ่อค้าตรงหน้า ว่าแทบจะกลืนกินตัวเองเข้าไปแถมยังถอนหายใจเสียดายที่สาวน้อยแสนน่ารักคนนี้มีเจ้าของเสียแล้ว แถมเจ้าของยังดุเสียด้วย เพราะทันทีที่ร่างเล็กก้มลงสนใจโคมไฟที่ซื้อไปนั้น ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยอ่อนโยนก็แข็งกร้าวมองกราดไปยังชายหนุ่มทั้งหลายที่จ้องมองคนในอ้อมแขนของตนจนชายหนุ่มทั้งหลายรีบหลบสายตาไปแทบไม่ทัน
“สวยจังเลยยูชอน” ร่างเล็กหัวเราะคิกคักกับโคมไฟลูกเล็กในมือที่คนรักกำลังขึงออกแล้วจุดไฟรอให้โคมพองตัวเต็มที่เสียก่อน
“รอให้ควันไฟเข้าไปในโคมให้เยอะๆก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยปล่อยให้มันลอย”
“ปล่อยได้หรือยังยูชอน” ร่างเล็กเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ช้อนสายตาออดอ้อนอยากปล่อยโคมไฟลอยไปเต็มที่
“ได้แล้ว เอาล่ะ 1...2...3 ปล่อยเลย” มือแกร่งและมือเล็กที่ถือโคมไฟอันเดียวกันเอาไว้ปล่อยออก โคมไฟส่องสว่างค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองมันอย่างตื่นเต้น แต่ดวงตาคมเข้มของยูชอนกลับจ้องเพียงใบหน้าน่ารักที่ยิ้มแย้มเมื่อเห็นว่าท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองฮันยางตอนนี้มีโคมไฟดวงเล็กลอยเต็มไปหมด ก่อนจะดึงคนตัวเล็กเข้ามาซ้อนกอดเอวบางไว้จากด้านหลังแล้วชี้ชวนกันดูโคมไฟของตนที่ปล่อยออกไปลอยปะปนไปกับท้องฟ้าจนลับสายตา
“ไปหาอะไรกินกัน มีขนมมาขายเยอะเลยเชียวคืนนี้” ยูชอนกระซิบบอกคนในอ้อมกอด ร่างเล็กหันกลับมาจุดยิ้มกว้างที่ดูน่ารักออดอ้อน จับมือแกร่งที่ประสานอยู่ตรงหน้าท้องแบนๆของตนให้ลูบท้องไปมา
“หิวจะแย่แล้วล่ะยูชอน” เรียวปากบางยู่ออก ช้อนสายตาออดอ้อนคนรัก
“งั้นคืนนี้จุนซูอยากกินอะไร ข้าเลี้ยงเต็มที่เลยดีไหม”
“ดีสิ” ร่างเล็กยิ้มร่า ขืนตัวออกมาจากอ้อมกอดที่โอบรัดเอวบางเอาไว้ ก่อนจะจูงมือเรียวเดินเข้าไปยังร้านอาหาร และขนมที่ตั้งอยู่สองข้างทางละลานตาจนอยากกินมันไปเสียทุกร้านจริงๆ
“ท้องฟ้าสวยจังเลยวันนี้ โคมไฟลอยเต็มไปหมดเลย”ร่างเล็กช่างเจรจาที่นอนหนุนแขนพิงอกแกร่งของคนรักบนหลังคาจวนข้างหลวงปาร์คเอ่ยชี้ชวนให้ยูชอนมองดูท้องฟ้ายามราตรี
“สวยสิ แต่โคมลอยเต็มไปหมดแบบนี้มองไม่เห็นดวงดาวเลย คิดถึงคืนนั้นที่เราออกไปนั่งชนจันทร์กันที่บ้านของเจ้าจัง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแก่คนรัก กดจมูกลงบนขมับบาง รอยยิ้มอ่อนโยนและดวงตาพราวแสงระยับจับจ้องดวงหน้าหวานของคนข้างกายช่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยประกายของความรักใคร่ที่ฉายชัดออกมาให้คนตัวเล็กที่มองสบตาเขินอายแต่ก็ไม่อาจหลบสายตานั้นดั่งต้องมนต์สะกด ยูชอนหยัดตัวขึ้นเพื่องมองสบตาคนรักได้ถนัด มือแกร่งไล้ไปตามแก้มกลมแดงระเรื่อ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถึงเรื่องที่รับปากเพื่อนรักเอาไว้เมื่อกลางวัน
“จุนซู เรื่องท่านพี่ของเจ้า..”
“จริงสิ วันนี้เจ้าออกไปสืบข่าวมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“พี่ชายของเจ้า ความจำเสื่อม”
“ท่านพี่แจจุงความจำเสื่อมงั้นหรือ ฮึก...ท่านพี่”น้ำตาเม็ดโตปริ่มลงบนขอบตาเรียวจนร่างโปร่งที่มองอยู่ใจหาย รีบคว้าตัวร่างเล็กเข้ามาสวมกอดปลอบโยน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วท่านพี่ของข้าไปเป็นนายหญิงน้อยภรรยาของนายกองชองได้อย่างไรกันยูชอน” ร่างเล็กที่ซบใบหน้ากับไหล่แกร่งพอรวบรวบสติได้แล้วจึงเอ่ยถาม มือเล็กกำเสื้อคนรักแน่นรอฟังคำบอกเล่าอย่างใจจดจ่อ
“พี่เจ้าตกจากกำแพงในวันที่เจ้ามารับข้าไปอยู่ด้วยกัน ยุนโฮเพื่อนข้าได้ช่วยเอาไว้ แต่กลับกลายเป็นว่าเคยพบหน้าพี่เจ้ามาก่อนและได้หลงรักแจจุงเข้าให้แล้ว พอแจจุงจำอะไรไม่ได้ จึงรับพี่เจ้าไว้เป็นภรรยา”
“เราไปหาท่านพี่ของข้าได้ไหม ข้าเป็นห่วงท่านพี่เหลือเกินยูชอน” ร่างเล็กช้อนสายตาอ้อนวอนที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองคนรัก
“ถ้าไปหาตอนนี้รังแต่ท่านพี่ของเจ้าจะตื่นตกใจเสียเปล่าๆ รอให้ยุนโฮบอกเรื่องราวให้พี่เจ้ารับรู้ก่อนดีไหมคนดี แล้วเราค่อยไปหาท่านพี่ของเจ้ากันนะ” นิ้วเรียวเกลี่ยหางตาเรียวซับน้ำตาที่ไหลลงมาละแก้มใส โอบประคองร่างเล็กไว้แนบอก ลูบหลังปลอบโยนคนขี้แยที่สะอื้นไห้ในอ้อมอก
“แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนกันล่ะ ข้าเป็นห่วงท่านพี่เหลือเกิน มิน่าถึงไม่ติดต่อส่งข่าวคราวมาหาข้าเลย ที่แท้ท่านพี่แจจุงก็...ฮึก ช่างน่าสงสารจริงๆ”
“ยุนโฮรับปากข้าไว้อีกสองวัน รออีกแค่สองวันเท่านั้นจุนซู ครบกำหนดที่เจ้าจะออกจากจวนได้อย่างอิสระตามที่แม่นมแชยอนกำหนดเอาไว้ด้วย ถึงเวลานั้นเราจะไปหาท่านพี่ของเจ้าด้วยกันดีไหมคนดีของข้า”
“จริงๆนะยูชอน” ร่างเล็กช้อนสายตาฉ่ำน้ำขึ้นอ้อนคนรัก
“จริงสิยอดรัก” สายตาอ่อนโยนทอดมองร่างเล็กในอ้อมแขน ริมฝีปากอิ่มจรดลงบนหน้าผากมนของจุนซูที่พริ้มดวงตารับสัมผัสอ่อนโยนนั้นอย่างเต็มใจ
................................
“จะออกไปข้างนอกหรือโบแจ” นายหญิงชองเอ่ยทักลูกสะใภ้คนสวยที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตูจวน
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าว่าจะไปซื้อของสดในตลาดมาทำอาหารเย็นนี้เสียหน่อย” แจจุงหันกลับไปปั้นยิ้มเอ่ยบอกแก่แม่สามีไม่ให้เกิดความสงสัย
“พามินอากับคนติดตามไปด้วยสิ จะได้ช่วยเจ้าถือของไง ว่าแต่หายดีแล้วหรือโบแจ เมื่อวานเพิ่งตกต้นพลับไปนี่เจ้า แม่ว่าให้พวกสาวใช้ออกไปแทนดีกว่าหรือไม่” นายหญิงชองเดินเข้ามาใกล้ๆจับไปตามเนื้อตัวของลูกสะใภ้คนสวย สายตาห่วงใยทอดมองไปตามส่วนต่างๆด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ อย่าห่วงเลย”แจจุงยิ้มให้ความห่วงใยที่นายหญิงชองมีให้ อดรู้สึกผิดไม่ได้หากต้องจากบ้านหลังนี้ไปในวันข้างหน้า ทั้งท่านแม่ทัพและนายหญิงชองที่รักตนดังลูกในไส้จะเป็นห่วงสักเพียงใดหนอ ไหนจะคนโกหกนั่นอีกล่ะ แจจุงสะบัดศีรษะไล่ความคิดที่เกี่ยวกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี แต่ก็เป็นดั่งคนที่โกหกทุกๆอย่างจนยากที่จะให้อภัยได้คนนั้นออกไปจากห้วงความคิด
“งั้นพามินอาไปด้วยเถอะนะโบแจ ถือว่าเห็นแก่แม่ที่เป็นห่วงเจ้าตกลงไหม”
“งั้นก็ได้เจ้าค่ะท่านแม่” แจจุงพยักหน้ารับอย่างจนใจเพราะสายตาห่วงใยของนายหญิงชองทำให้ร่างบางไม่อาจปฏิเสธ
ร่างบางกวาดสายตาไปทั่วทางเดินในเมืองหลังจากเดินซื้อของสดในตลาดเผื่อจะพบคนที่อยากพบอย่างน้องชายจอมซนที่ชอบมาเดินหาขนมกินแถวนี้หรือไม่ก็เด็กชายคนสนิทที่แจจุงจำได้ว่าชางมินมีเรียนกับสำนักวิชาสำหรับเด็กในตัวเมืองวันนี้
“นายหญิงน้อยมองหาอะไรหรือเจ้าคะ” มินอาเห็นท่าทีแปลกๆของนายหญิงน้อยของตนจนอดที่จะเอ่ยถามออกมามิได้
“เปล่านี่ ข้าก็มองอะไรไปเรื่อยๆนั่นแหละ ตายจริงมินอา ข้าลืมซื้อไก่สด วันนี้ตั้งใจจะตุ๋นโสมให้ท่านพ่อกับยุนโฮทานบำรุงแท้ๆ เจ้าช่วยกลับไปซื้อให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ พอดีว่าขารู้สึกปวดขาที่ตกต้นไม้เมื่อวานคงเดินไปเดินมาไม่ค่อยไหว อยากพักขาสักหน่อย”
“ถ้างั้นนายหญิงน้อยไปนั่งรอข้าที่โรงเตี๊ยมก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปซื้อให้เอง” สาวใช้ขันอาสา
“ดีเหมือนกัน เลือกเอาขนาดพอดีกินมาสัก 3 ตัว ให้เค้าฆ่าแล้วเจ้าก็รอรับมาด้วยนะ ข้าจะไปนั่งรอดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยม ไม่ต้องรีบนะ คัดตัวงามๆแข็งแรงมา ท่านแม่ทัพกับนายน้อยของเจ้าจะได้แข็งแรง”
“เจ้าค่ะนายหญิงน้อย” มินอารับคำ ก่อนหันหลังมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดสดอีกครั้ง
แจจุงเฝ้ามองจนสาวใช้ประจำตัวลับตาไป ร่างบางเร่งสาวเท้าไปยังสำนักวิชาของชางมินที่อยู่ในถนนถัดไปลัดเลาะไปตามซอยเล็กๆจวบจนมาถึงหน้าสำนักวิชาโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เป็นเวลาที่ทางสำนักเรียนปล่อยเด็กนักเรียนให้กลับบ้านพอดี รอเพียงไม่นานร่างของเด็กชายคนสนิทอย่างชางมินก็ปรากฏตัวขึ้น แจจุงไม่รอช้ารีบสาวเท้าไปยังกลุ่มของเด็กชายที่กำลังพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนวัยเดียวกันอยู่
“ชางมิน”
“หือ...” ชางมินชะงักหันกลับมาตามเสียงเรียกจากด้านหลัง พบใบหน้างามๆที่คล้ายว่ารู้จัก แต่ไม่อาจนึกออก คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างใช้ความคิด
“นี่ข้าเอง ท่านพี่แจจุงไง” แจจุงรีบแนะนำตัว
“ห๊ะ ท่านพี่แจจุง จริงๆหรือนี่” ชางมินมองสำรวจไปทั่วร่างบางของอดีตพี่ชายในละแวกบ้านซึ่งตอนนี้แปรเปลี่ยนจากหนุ่มน้อยหน้าหวานมาอยู่ในคราบสาวงามหน้าตาสะสวย
“ก็ข้าน่ะสิ อย่าเพิ่งถามอะไร ข้ามีเหตุผลในการแต่งกายเช่นนี้ ตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า” มือบางรีบฉวยเรียวแขนของเด็กชายผิวเข้ม ให้เดินตามทางเดิมลัดเลาะไปจนกลับไปถึงโรงเตี๊ยมที่ได้นัดกับสาวใช้ประจำตัวเอาไว้
“ท่านพี่มีอะไรจะถามข้าล่ะ แล้วพี่จุนซูไม่ได้มาด้วยหรอกหรือ” ชางมินสอดส่ายสายตาหาร่างเล็กของจอมโจรคนน้องที่แสนน่ารักเป็นที่ถูกใจของตน หลังจากที่ถูกแจจุงพามานั่งยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“เรื่องที่ข้าจะถามเจ้าคือเรื่องของน้องชายข้านั่นแหละ”
“เอ๋ เหตุใดจึงมาถามข้าเล่าท่านพี่แจจุง ท่านไม่ได้อยู่กับพี่จุนซูหรอกหรือ นี่หรือเปล่าที่เป็นเหตุผลให้ท่านแต่งกายเช่นนี้ แต่ก็สวยดีนะขอรับ ข้าชอบ”
“ทะลึ่งแล้วนะเจ้า” มือบางเขกกำปั้นลงบนหัวของเด็กชายตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้ในความเจ้าชู้ตั้งแต่เด็กของเจ้าตัว
“โอ๊ย ข้าเจ็บนะ” ชางมินยกมือขึ้นลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ
“งั้นข้าเลี้ยงอาหารเจ้าไถ่โทษก็แล้วกัน อยากกินอะไรสั่งเลย”
“จริงนะขอรับ เสี่ยวเอ้อ”ชางมินยิ้มร่า ตะโกนเรียกเสี่ยวเอ้อประจำโรงเตี๊ยมมาสั่งอาหารเสียหลายรายการจนเป็นที่พอใจ จึงยอมปล่อยให้เสี่ยวเอ้อไปจัดการเรื่องอาหารแล้วหันกลับมาสนใจแจจุงอีกครั้ง
“ทีนี้ฟังข้านะ พักนี้เจ้าได้พบจุนซูบ้างหรือไม่ แล้วน้องข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าไม่ได้พบพี่จุนซูมาหลายอาทิตย์แล้วขอรับ ครั้งสุดท้ายที่พบคือพี่จุนซูอยู่กับเมียร่างใหญ่ ผู้หญิงอะไรตัวโตอย่างกับยักษ์ แถมนิสัยไม่ดีกันท่าข้ากับพี่จุนซูอีกด้วย แต่เมื่อวานข้าไปเยี่ยมพี่จุนซูเพราะเอาขนมที่ท่านแม่ทำไปฝาก แต่พบว่าไม่มีใครอยู่ที่บ้านเลยขอรับ เหมือนว่าบ้านจะปิดไปหลายวันแล้วเสียด้วย”
“แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าน้องข้าไปไหน”
“ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ”
“งั้นเอางี้ เจ้าช่วยไปสืบให้ข้าทีว่าตอนนี้น้องข้าอยู่ที่ไหน เริ่มจากจวนข้าหลวงปาร์คก่อนก็แล้วกัน ข้าสังหรณ์ใจว่าจุนซูอาจจะอยู่ที่นั่น แต่ข้าไม่สะดวกไปเอง แล้วข้าจะซื้อขนมที่เจ้าอยากกินให้ทุกอย่างเลย”
“แหม รางวัลงามแบบนี้ ข้าขอสู้ตายเลย ว่าแต่จะให้ข้าไปส่งข่าวให้ท่านพี่ที่ไหนหรือ หรือจะให้ไปบอกที่บ้านท่าน”
“ช่วงนี้ข้ามีเหตุจำเป็นต้องไปพำนักอยู่ที่อื่นเป็นการชั่วคราว พรุ่งนี้เจ้าช่วยไปพบข้าที่ประตูจวนแม่ทัพชองด้วนทิศใต้ ประตูนั้นมีคนผ่านเข้าออกน้อย ข้าจะออกมาพบเจ้าตอนบ่ายหลังจากที่เจ้าเลิกเรียนไปแล้วสักหนึ่งชั่วยาม ทำได้หรือไม่”
“ขอรับท่านพี่แจจุง”
“ดีมาก อาหารมาแล้ว ทานให้เต็มที่แล้วเริ่มทำงานที่ข้าไหว้วานด้วย ข้าจะรอคำตอบจากเจ้านะชางมินน้องรัก”
“เชื่อใจข้าได้เลยขอรับกระผม” ชางมินยกมือขึ้นมาตะเบ๊ะข้างขมับ จนแจจุงอดหมั่นไส้ไม่ได้ยืนมือไปขยี้ศีรษะของเด็กชายแรงๆเหมือนที่เคยชอบทำในอดีต
........................
“คุณนมเจ้าขา” ร่างเล็กยกน้ำชายื่นให้แม่ยมแชยอนที่สะบัดใบหน้าไปอีกทางไม่ยอมยื่นมือมารับถ้วยชาที่จุนซูยื่นให้พร้อมดวงตาปริบๆที่แสนออดอ้อน จนร่างเล็กหน้าเสีย หันไปมองคนรักที่ยืนห่างออกไปเพื่อขอกำลังใจ ยูชอนพยักเพยิดส่งยิ้มให้จนร่างเล็กเกิดแรงฮึดสูดหายใจเข้าปอดเต็มที่แล้วหันมาออดอ้อนคุณนมตรงหน้าตนต่อ
“คุณนมเจ้าขา รับน้ำชาแก้กระหายสักหน่อยนะเจ้าคะ” ร่างเล็กวางถ้วยน้ำชาไว้กับโต๊ะแล้วหันมานวดไปตามขาของแม่นมไปมา แม้ใบหน้าของคุณนมจะไม่ยอมหันมามองทางร่างเล็กแต่ก็ยื่นแขนให้นวดแต่โดยดีเพราะแอบติดใจในฝีมือการนวดที่สบายจนคุณนมแทบเคลิ้มหลับแถมยังหยิบน้ำชาบนโต๊ะข้างตัวมาจิบอีกด้วย จุนซูหันไปยิ้มให้คนรักที่ยืนพิงประตู ยูชอนพยักหน้าชูนิ้วโป้งชมร่างเล็กทำเอาคุณหนูคนใหม่ยิ้มแก้มปริตั้งใจเอาอกเอาใจจนแม่นมแชยอนทั้งวันจนแม่นมใจอ่อนต้องบอกให้เลิกอ้อนเสียที
....................
ร่างบางของแจจุงลัดเลาะไปตามกำแพงของจวนแม่ทัพเพื่อไปยังประตูที่นัดแนะกับเด็กชายคนสนิทเอาไว้
“ชางมิน” แจจุงที่แอบอยู่ตรงประตูเอ่ยเรียกเด็กชายที่ยืนเตะฝุ่นรออยู่แถวนั้นให้หันมายังตน
“ท่านพี่แจจุงไปแอบอยู่ทำไมล่ะ ออกมาคุยกันดีๆไม่ได้หรือชางมินมองท่าทางแปลกๆของพี่ชายที่ตอนนี้กลายเป็นสาวน้อยคนสวยไปแล้ว ท่าทางลอกแลกเหมือนแอบใครอยู่อย่างนั้นช่างน่าสงสัยนัก
“เจ้านั่นแหละ ขยับมานี่ ข้าแอบหนีมา ต้องรีบกลับไปก่อนที่ใครจะสงสัย” แจจุงไม่ยอมขยับออกจากประตูกลับกวักมือเรียกชางมินเข้าไปใกล้ๆแทน
“หนีใครมาหรือท่านพี่แจจุง ท่าทางท่านจะกลัวน่าดูนะ”
“หนีหมีหื่นที่ดันมาหยุดวันนี้น่ะสิ ช่างเถอะ รีบบอกมาไวๆได้ข่าวอะไรมาบ้าง”
“หมีหื่น จวนแม่ทัพชองเลี้ยงหมีด้วยเหรอท่านพี่” ชางมินทำตาโต
“บอกว่าเรื่องนั้นช่างมันไง ไหนบอกมาไวๆได้ข่าวจุนซูมาว่าอย่างไรบ้าง”
“ข้าไปตามดูที่จวนท่านข้าหลวงปาร์คตามที่ท่านบอก แต่ท่านข้าหลวงไปราชการที่หัวเมืองทางเหนือ ข้าเฝ้าดูอยู่นานมีเรื่องน่าแปลกมากเลยท่านพี่แจจุง”
“แปลกยังไง อย่าโยกโย้สิ เข้าเรื่องสักที”แจจุงเขย่าแขนชางมินจนสั่นไปทั้งตัว
“ท่านก็หยุดเขย่าข้าสักทีสิข้าจะได้เล่าต่อ”
“อือ รีบๆเล่ามา”แจจุงยอมผละมือออกไปด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ก็ยอมตั้งใจฟังต่อ
“คุณหนูของจวนอย่างคุณหนูยูชอนแท้จริงแล้วเป็นคุณชาย และที่น่าเจ็บใจกว่านั้นพี่จุนซูของข้ากลายเป็นเมียไอ้คุณชายบ้านั่นไปแล้วด้วย”ชางมินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล่าด้วยความเจ็บใจ ตนนั้นแอบหลงรักจุนซูมานานรอวันที่จะโตเป็นผู้ใหญ่โดยไว จะได้บอกรักร่างเล็กแสนน่ารักที่ชอบคิดว่าตัวเองแมนนักหนาไม่ต่างจากพี่ชายหน้าสวยของจุนซู แท้จริงแล้วสองพี่น้องตระกูลคิมนั้นทั้งสวยทั้งน่ารักยิ่งกว่าหญิงสาวนางใดในเมืองเสียอีก
“หมายความว่าจุนซูน้องข้ากลายเป็นภรรยาคุณชายยูชอนแห่งจวนข้าหลวงปาร์คไปแล้วเช่นนั้นหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิท่านพี่แจจุง เจ็บใจนักมิน่าตอนนั้นถึงกันท่าข้านักที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” ชางมินยังคงเจ็บใจไม่หาย ตนนั้นน่าจะมองออกแต่แรกว่าหญิงร่างยักษ์ที่จุนซูแนะนำว่าเป็นเมียนั้นแท้จริงเป็นชายไม่ต่างจากตน เจ้านั่นคอยกันท่าสารพัดที่แท้เพราะเป็นชายเช่นกันดูกันออกว่าชางมินนั้นคิดเช่นไรกับจุนซู แถมตอนนี้ยังพาจุนซูไปอยู่ด้วยในฐานะเมียเสียแล้ว ถ้าไม่มัวแต่โมโหตอนนั้นแล้วหมั่นไปเยี่ยมเยือนจุนซูอยู่ไม่ขาด คงไม่ต้องเสียจุนซูไปให้เจ้าคุณชายจอมปลอมนั่นเป็นแน่
“ขอบใจเจ้ามากนะชางมิน นี่เงินคิดว่าคงมากพอให้เจ้าไปซื้อขนมกินจนท้องแตกได้ ข้าไม่ว่างพอจะพาเจ้าไปซื้อต้องขอโทษด้วย” แจจุงหยิบถุงเงินมาวางใส่มือของชางมิน
“แล้วข้าจะได้พบท่านกับพี่จุนซูอีกหรือไม่” ชางมินที่รับเงินมาใส่ในถุงลับตรงแขนเสื้อเอ่ยถาม
“ถ้าเจ้าอยากพบข้ากับพี่จุนซูของเจ้า เจ้าก็ไปหาพวกข้าที่บ้านก็แล้วกัน เพราะข้าคิดว่าข้าจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว หลังจากข้าพบกับจุนซูน้องของข้า”
“แน่นอน ข้าจะไปพบพวกท่าน ข้าไปก่อนนะ” ชางมินเอ่ยลาแล้วหันหลังกลับไปอย่างอารมณ์ดี แจจุงเองก็เดินกลับทางเดิมจนไปถึงห้องครัวที่ตนเองบอกกับทุกคนว่าจะมาทำกับข้าวสำหรับช่วงเย็นของวันนี้ แจจุงจัดการใส่ฝืนในเตาที่เกือบจะมอดไปเพราะทิ้งไปพักใหญ่ เปิดฝาหม้อดูข้าวที่หุงทิ้งไว้ เห็นว่าสุกดีแล้วจึงยกออกจากเตา
“โบแจ” วงแขนแกร่งสอดเข้ามาโอบรอบเอวบางแถมด้วยการวางใบหน้าเรียวเล็กลงบนไหล่บางฉวยโอกาสหอมแก้มใสที่ผินใบหน้ามามองไปฟอดใหญ่ ราวกับร่างสูงตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
“คิดถึง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยกระซิบที่ข้างหูเรียกสีแดงระเรื่อบนแก้มใสของคนที่ได้ฟังได้เป็นอย่างดี
“คิดถึงอะไรกัน วันนี้ทั่งวันเจ้าเอาแต่นัวเนียข้า แค่ห่างมาทำกับข้าวแค่นี้ถึงกับบอกว่าคิดถึง ท่าทางจะโกหกข้าเสียล่ะมั้ง” แจจุงซ่อนความเขินอาย ยังคงหั่นผักเพื่อเตรียมทำอาหาร ไม่สนใจริมฝีปากหยักที่พรมจูบออดอ้อนไปตามลาดไหล่บางของคนสวยในอ้อมกอด ยุนโฮชะงักเรียวปาก มือแกร่งหมุนตัวคนสวยให้มาเผชิญหน้ากัน เชยคางมนให้เงยขึ้นมาสบตา
“ทำไมวันนี้ชอบพูดว่าข้าโกหกเจ้าบ่อยจัง ไม่เชื่อใจข้าหรือ ข้าบอกว่าข้าคิดถึงเจ้าก็หมายความว่าข้าคิดถึงเจ้าจริงๆ ต่อให้เจ้าอยู่ในอ้อมกอดข้าแบบนี้ข้าก็ยังคิดถึงเจ้า ข้ารักเจ้าจนข้าแทบบ้าตายอยู่แล้วโบแจ เจ้ารู้บ้างไหม” ดวงตาคมสบกับแววตากลมโตที่มองอย่างค้นหาความจริงใจในแววตาที่ร่างสูงส่งมาให้ แต่ไม่ว่าจะมองให้ลึกแค่ไหนก็พบเพียงว่าคำพูดเหล่านั้นไม่มีคำโกหกที่ส่งออกมาเลยแม้แต่น้อย ร่างบางหลบสายตาซบใบหน้าลงบนอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นแรงของคนรัก ทั้งหนักแน่น จริงจัง เหมือนแว่วเสียงบอกรักออกมาผ่านจังหวะการเต้นของหัวใจร่างสูงออกมาด้วย
“โบแจ เจ้าไม่ชอบคนโกหกขนาดนั้นเลยเหรอ” เสียงทุ้มของยุนโฮที่เอ่ยออกมาเรียกให้ใบหน้าสวยเงยหน้าขึ้นจากอกแกร่งเพื่อสบตาคนรักที่ทอดมองลงมา
“ใช่ ข้าไม่ชอบคนโกหก”
“แล้วถ้าข้าโกหกเจ้าล่ะ เจ้าจะเกลียดข้าไหม จะให้อภัยข้าหรือเปล่ายอดรัก” มือแกร่งกุมมือบางของคนสวยขึ้นมาคลอเคลียกับเรียวปากหยักออดอ้อน
“ถ้าเจ้าบอกก่อนที่ข้าจะรู้เอง ข้าอาจจะไม่โกรธก็ได้ แล้วเจ้ามีอะไรอยากบอกกับข้าหรือไม่ โกหกอะไรข้าหรือเปล่ายุนโฮ” ดวงตากลมโตจับจ้องใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทั้งคนรักและสามีของตน ใบหน้าเรียวของยุนโฮมีแววสลดลง ดวงตาคมฉายแววเศร้าหมองจนคนที่มองอยู่อดใจหายไม่ได้
“ข้า....ข้า.......” ร่างสูงอึกอัก
“เจ้าทำไมยุนโฮ บอกข้าสิ” มือบางลูบกล่อมแผ่วเบาบนแก้มสาก ดวงตากลมโตจ้องมองคนรักที่ดวงหน้าคมฉายแววอึกอักลำบากใจ เฝ้ารอคอยคำบอกเล่าจากเรียวปากหยักนั้น
“นายน้อยเจ้าคะ นายท่านเรียกพบเจ้าค่ะ” เสียงของสาวใช้เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อนที่ยุนโฮจะได้เอ่ยอะไรออกมา ยังผลให้คนสวยในอ้อมกอดผละออกมามาจากอ้อมแขนหันกลับไปหั่นผักต่อ ซ่อนเก็บความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะเอาไว้
“เจ้ารีบไปเสียสิ เดี๋ยวท่านพ่อจะคอยนาน” ร่างบางเอ่ยบอกไม่ยอมหันกลับมาสบตาคู่คม เกรงว่าแววตาขัดเคืองสับสนของตนจะทำให้ร่างสูงรู้ว่าตนจำทุกอย่างได้หมดแล้ว
“งั้นข้าไปพบท่านพ่อก่อนนะ”ริมฝีปากหยักจรดลงบนศีรษะกลมของคนรักสูดกลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นไหมสีนิล ก่อนจะผละออกมาสาวเท้าเดินนำสาวใช้ไปยังห้องทำงานของท่านแม่ทัพชอง
.....................
แจจุงนั่งมองตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาที่สะท้อนภาพใบหน้าสวยในเครื่องแต่งกายของสตรีที่แสนอ่อนช้อยและงดงาม มือบางยกแปลงขึ้นมาหวีเส้นผมที่ยาวสยายคลอเคลียใบหน้าหวาน กริยาแสนอ่อนหวานตรึงสายตาคมของร่างสูงที่จ้องมองท่าทางของคนรักอยู่บนเตียงนอนไม่ไกลจากโต๊ะเครื่องแป้งได้อยู่หมัด แววตาคมฉายแววรักใคร่ไม่ปิดบัง จนคนที่มองแววตาคมหวานคู่นั้นผ่านกระจกเงา อดที่จะหลบสายตาด้วยความเขินอายแม้จะไม่ได้จ้องมองโดยตรงกับเจ้าของแววตาก็ตา ท่าทีเขินอายแสนน่ารักนั้นเรียกรอยยิ้มอารมณ์ดีบนเรียวปากหยักของยุนโฮ
“จะมองอะไรหนักหนากันนะ” ร่างบางแอบขยับปากต่อว่าแผ่วเบา แต่คนหูดีอย่างยุนโฮกลับได้ยินมันเป็นอย่างดี
“ก็มีเมียสวย ไม่มองก็เสียดายแย่” ร่างสูงเอ่ยกระเซ้าจนคนได้ยินหน้าแดงก่ำส่งค้อนให้วงใหญ่
“คนบ้า” ร่างบางลุกจากหน้ากระจกเดินตรงมาที่เตียงนอน แสร้งเดินเลี่ยงคนรักที่กางแขนรอกอดเก้อไปอีกฝั่งของเตียงนอน แต่คนเจ้าเล่ห์ก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้คนสวยหลุดมือไปได้ ยุนโฮขยับตัวเข้ามาฉวยข้อมือบางรั้งให้ร่างกายบอบบางเข้ามาในอ้อมกอดจนได้
“ปล่อยนะคนบ้า” ร่างบางดิ้นขลุกลักไปมาในอ้อมแขนของคนรักที่ดูจะกระชับให้แน่นกว่าเดิมเสียอีก ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองใบหน้าคมที่ยิ้มกริ่มอย่างน่าหมั่นไส้ แอบสบถในใจที่ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหนก็ไม่อาจหลุดพ้นจากอ้อมกอดแข็งแกร่งของคนรักไปได้ ดังเช่นหัวใจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นของยุนโฮเช่นกัน
“หยุดดิ้นแล้วหรือยอดรัก”จมูกโด่งคมคลอเคลียไปตามแก้มแดงใส สูดกลิ่นหอมเย้ายวนให้ชื่นใจแล้วผละออกมาจ้องมองใบหน้าสวยที่งอง้ำด้วยความขัดใจ
“ก็ใครมันจะไปสู้แรงหมีอย่างเจ้าได้กันล่ะ”
“ถ้างั้นก็ยอมให้หมีรูปงามอย่างข้าฟัดเจ้าให้ชื่นใจหน่อยได้ไหมเล่าคนสวย” กระซิบเสียงพร่าชิดใบหูของคนสวยในอ้อมกอดให้หน้าแดงเล่น ก่อนงับติ่งหูนิ่มเบาๆ ไล้สันจมูกไปตามซอกคอกรุ่นกลิ่นกายเฉพาะตัวของร่างบางที่ถูกเอนกายลงกับฟูกนอนแล้วตามด้วยร่างกายกำยำที่ทาบทับลงมา
“อืม ยุนโฮ อย่าสิ”
“ถ้าจะห้าม ก็อย่าทำเสียงหวานแบบนี้สิยอดรัก มันทำให้ข้าทนไม่ไหวเอานะ” ดวงตาคมเงยขึ้นจากซอกคอขาวมองสบดวงตากลมโตฉ่ำหวาน ริมฝีปากหยักก้มลงงับเรียวปากอิ่มแดงไปมาหยอกเย้า
“งั้นเจ้าเองก็เลิกเปลื้องผ้าข้าเสียทีสิยุนโฮ” ร่างบางที่อาภรณ์ติดกายหลุดลุ่ยจนเผยผิวขาวน้ำนมชวนให้ฝากรอยเอ่ยห้ามเสียงกระเส่า เพราะนอกจากมือแกร่งจะคอยปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่ติดกายสวยออกแล้ว ริมฝีปากหยักก็ยังคอยฝากร่องรอยสีหวานไปตามผิวเนื้อที่เสื้อผ้าค่อยๆหลุดออกไปอีกด้วย
“ถ้างั้นคงต้องเปลี่ยนเป็นเจ้ายอมข้าง่ายกว่านะคนสวย” ริมฝีปากหยักจุดยิ้มเจ้าเล่ห์ จ้องมองคนสวยที่ส่งค้อนมาให้ด้วยแววตาฉ่ำน้ำตาคลอด้วยแรงอารมณ์ที่คนรักเฝ้าปลุกปั่นอยู่ไม่ขาด แม้แววตาคมจะจับจ้องด้วยความปรารถนาอยู่ตอนนี้ แต่มือแกร่งกลับมิได้หยุดนิ่งเฉกเช่นแววตา ความร้อนจากฝ่ามือหนาคอยลูบไล้ปลุกเร้าไปตามร่างกายงดงาม ยิ่งเรียกเสียงครางอื้ออึงจากคนสวยที่นอนทอดกายเปลือยเปล่าภายใต้ร่างกายกำยำอยู่ตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากอิ่มที่ถูกฟันคมกัดเอาไว้จนแดงก่ำเพื่อกลั้นเสียงครางน่าอาย ยิ่งน่าหลงใหลจนอดที่จะแนบเรียวปากหยักลงไปเสียมิได้
“ข้ารักเจ้า โบแจของข้า” เสียงกระซิบพร่าพร้อมลมหายใจร้อนที่เป่ารดเรียวปากอิ่มที่ผลิยิ้มหวานยวนใจคนมองจนหัวใจของร่างสูงเต้นแรง จรดจุมพิตหวานลงบนกลีบปากอิ่มที่เผยอรับลิ้นร้อนที่สอดเข้ามาคลุกเคล้ากับลิ้นอุ่นนุ่ม เริ่มต้นบทรักเร่าร้อนที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานกรุ่นกลิ่นไอรักแห่งค่ำคืนนี้
…………..
ร่างบางของคิมแจจุงในเครื่องแต่งกายชุดรัดกุม จ้องมองใบหน้าคมของคนรักในยามหลับใหล เหมือนจะซึมซับเอาช่วงเวลาแสนหวานเอาไว้ในหัวใจให้มากที่สุด
“ข้ารักเจ้ายุนโฮ” ริมฝีปากอิ่มขยับไร้เสียง ก่อนจะผินใบหน้าปริ่มน้ำตาออกไป พากายบางออกจากประตูด้วยความแผ่วเบา ทิ้งไว้เพียงร่างสูงเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มผืนอุ่นที่ยังคงอยู่ในห้วงนิทราเพียงลำพัง
ติดตามตอนต่อไป
...........................
ดองนานเนอะ 555555